ย้อนกลับไปเมื่อ10กว่าปีที่ผ่านมา ตอนนั้นคุณเอ๋อายุ 17 ปี ยังทำงานเป็นกู้ชีพอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี วันนั้นประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ก็ได้รับแจ้งจากทางวิทยุของศูนย์กู้ชีพใหญ่ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นห่างจากพื้นที่ที่คุณเอ๋อยู่ประมาณ 40 ถึง 50 กม. ซึ่งค่อนข้างไกลพอสมควร คุณเอ๋กับเพื่อนกู้ชีพอีกหนึ่งคนก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จุดเกิดเหตุ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็มาถึงที่เกิดเหตุ

พอมาถึงจุดเหตุก็เห็นคนมุงล้อมที่จุดเกิดเหตุ แล้วก็เศษซากของรถกระจุยกระจายเต็มถนน เบื้องต้นที่ตรวจสอบเป็นรถกระบะแคป 1 คัน สภาพขาดออกเป็น 2 ท่อน อีกคันเป็นรถสิบล้อหน้ายาว ซึ่งจอดอยู่ห่างออกไปพอสมควร คาดว่าน่าจะมาด้วยความเร็วสูงแล้วชนกับรถกระบะ พอคุณเอ๋เข้าไปดูที่ซากรถ ก็พบผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิง 1 ราย สภาพศพนั้นกระดูกทั้งตัวหักแทบหมดหมด แขนขาบิดเบี้ยว ถูกอัดก๊อปปี้อยู่ในรถ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย แต่ทางพลเมืองดีได้นำส่งโรงพยาบาลก่อนหน้านี้แล้ว

และก็ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีที่อยู่บริเวณนั้นว่า ก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพจากสมาคมอื่น ซึ่งอยู่ข้ามเขตกัน ได้นำศพผู้เสียชีวิตที่กระเด็นออกมานอกรถไปก่อนหน้านี้แล้ว สภาพศพไม่ต่างกัน แต่ไปคนละโรงพยาบาลกันกับเขตพื้นที่ของคุณเอ๋ คุณเอ๋จึงตัดสินใจโทรไปยังศูนย์กลางว่าจะเอายังไงดี ระหว่างรอคำยืนยันจากศูนย์กลาง คุณเอ๋จึงนำศพของผู้หญิงคนนี้ไปไว้ที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดในเขตพื้นที่ของตัวเองก่อน

พอคุณเอ๋มาถึงโรงพยาบาลก็เพิ่งมาทราบที่หลังว่าผู้บาดเจ็บ 2 ราย ที่พลเมืองดีนำมาส่งก่อนหน้านี้ รายก่อนหน้านี้ก็ไปอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ด้วย เป็นสองสามีภรรยา ภรรยานั้นท้องแก่ 8 เดือนแล้ว ทั้งคู่นอนอยู่บนเตียง คุณเอ๋จึงเดินเข้าไปคุยเพื่อสอบถามข้อมูลว่า พวกคุณใช่คนที่เกิดอุบัติเหตุรถชนไหมครับ เค้าก็ตอบว่าใช่ คุณเอ๋ถามต่อว่ามากี่คน เค้าก็ตอบว่ามากัน 5 คน มีตัวผม แฟนผม พ่อ แม่และน้องสาว

พอถามข้อมูลเสร็จคุณเอ๋ก็ไม่ได้บอกว่า พ่อ แม่และน้องสาวเค้าเสียชีิวิตแล้ว แต่คุณเอ๋สังเกตว่ามันแปลกนะ เพราะว่าสภาพรถในที่เกิดเหตุมันขาด 2 ท่อน และสองสามีภรรยานี้ ก็นั่งอยู่กะบะหลัง แล้วกระเด็นตกลงมาจากรถ แต่กลับไม่เป็นอะไรเลย มีแค่รอยพกช้ำดำเขียวนิดหน่อย

แล้วคุณเอ๋ก็เดินกลับมาที่โซนดำ โซนดำคือจุดที่พักศพของโรงพยาบาล ลักษณะจะเป็นห้องแคบ ๆ ใหญ่กว่าห้องน้ำนิดเดียว เป็นจุดแต่งศพหรือจุดพิมพ์ลายนิ้วมือศพชั่วคราว พอหมอชันสูตรศพและลงเอกสารต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว คุณเอ๋ก็ได้ทำการพิมพ์ลายนิ้วมือ แล้วก็จะนำศพผู้เสียชีวิตส่งกลับบ้านที่สมุทรสาคร เพราะว่าสามารถติดต่อญาติผู้เสียชีวิตได้แล้ว
แต่ว่าตอนที่คุณเอ๋เดินเข้าไปในโซนดำนั้น ก็ได้เข้าไปมองดูศพของคุณป้า และได้พูดออกมาแบบไม่ตั้งใจว่า สภาพเยินเลยนะป้า พูดเสียงดังลั่นห้อง พอสิ้นคำพูดอยู่ๆก็มีลมเย็นพัดเข้ามาในห้อง พัดจนกระดาษที่ใช้ซับน้ำเลือดน้ำหนองปลิวทั่วห้อง และก็ได้กลิ่นคาวเลือดฟรุ้งทั่วห้อง กลิ่นมันแรงมากจนคุณเอ๋รู้สึกคลื่นไส้ จนคุณเอ๋ต้องวิ่งออกมาอาเจียนด้านนอกห้อง
จนกระทั่งรถกู้ชีพขับถอยเข้ามาเพื่อจะรับศพ คุณเอ๋ก็ไปนำเตียงเพื่อจะมาขนย้ายผู้เสียชีวิต ตอนนั้นศพถูกห่อด้วยผ้าสีขาว ภายในผ้าสีขาวก็จะมีกระดาษเอาไว้ซับเลือดผู้เสียชีวิต คุณเอ๋และเพื่อนอีกคนก็ยื่นอยู่หัวคนท้ายคน เตรียมที่จะยกศพขึ้นรถ นับ หนึ่ง สอง ยก! แต่ปรากฏว่ายกไม่ขึ้น เตียงมันติดขึ้นมากับศพด้วย คุณเอ๋กับเพื่อนก็มองหน้ากันแล้วบอกว่า เอาใหม่ ดึงแรง ๆ เลยนะ เพื่อนก็บอกว่า กูออกแรงเต็มที่แล้วเนี่ย สงสัยตัวป้าแกจะหนักแล้วมั้ง ทั้งคู่เลยลองยกศพป้ากันอีกที แต่ยกเท่าไหร่ก็ยกไม่ออก ดึงจนเตียงจะล้ม เหมือนกับว่าเอากาวตราช้างมาทาไว้เลย แล้วอยู่ๆกินคาวเลือดก็ฟรุ้งเหม็นขึ้นมาทันทีทันใด กลิ่นเหม็นจนคุณเอ๋กับเพื่อนต้องออกมาข้างนอกห้อง ทั้งคู่ก็มองหน้ากันว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ตอนนั้นเวลาประมาณ 4 โมงเย็นถึง 5 โมงเย็นแล้ว เริ่มจะมืดแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ คุณเอ๋จึงมานั่งทบทวนตัวเองว่าพูดอะไรไม่ดีออกไปหรือเปล่า และเล่าสิ่งที่พูดตอนเดินเข้าไปดูศพป้าให้เพื่อนฟัง เพื่อนจึงบอกว่า มึงน่ะปากหมา ไอ้เหี้..มึงรีบเข้าไปขอขมาป้าเค้าเลยนะ แต่มึงเข้าไปคนเดียวนะ กูจะรอข้างนอก (อ้าวไอ้เพื่อนทรยศ) คุณเอ๋จึงตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องคนเดียว และเปิดประตูสไลท์ค้างไว้ แต่พอคุณเอ๋เดินเข้าไปในห้องแล้ว อยู่ๆประตูมันก็เลื่อนปิดเอง คุณเอ๋ถึงกับสะดุ้ง ตอนนั้นนี่ขนลุกไปทั้งตัว แต่ก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าเพื่อนคงแกล้งมั้ง

คุณเอ๋ไปยืนอยู่ปลายเท้าของศพป้า แล้วพูดว่า ป้าผมขอโทษนะ ผมไม่ได้ตัดตั้งใจลบหลู่ดูหมิ่นอะไรบ้าง ป้าอย่าถือผมเลยนะ ผมจะได้รีบพาป้ากลับบ้าน เดี๋ยวผมต้องไปรับน้อง แล้วก็ลุงอีกกับป้า แต่ว่าป้าไม่ได้ไปกับผมนะ ป้าจะไปกับพี่ผม ส่วนผมจะไปรับน้องกับลุงตามไปทีหลังนะป้า ป้าให้ความร่วมมือกับผมหน่อยนะ
พอพูดจบ คุณเอ๋ก็เดินออกไปเรียกเพื่อนมาช่วยยกอีกที ก็ยกมือไหว้ขอขมาอีกที และพูดว่าป้ากับบ้าน ปรากฏว่าครั้งนี้ยกขึ้นอย่างง่ายดาย และไม่มีกลิ่นคาวเลือดเหมือนตอนแรก แล้วก็พากันเข็นศพออกทางหลังโรงพยาบาลไปใส่รถกู้ชีพ

แต่กลับต้องเจอเหตุการสุดพีคอีกครั้ง อยู่ดีๆท้องฟ้าที่โปร่งใส ก็ครึ้มและมีฝนตกลงมาทันที แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พอคุณเอ๋และเพื่อนยกศพป้าขึ้นรถปิดฝาท้ายเรียบร้อย ก็บอกให้พี่กู้ชีพขับรถออกไปก่อนเลย แต่พอสตาร์ทรถ ปรากฏว่าสตาร์ทไม่ติด ลองอยู่หลายครั้งยังไงก็สตาร์ทไม่ติด พี่เจ้าของรถกู้ชีพคันนั้นก็บอกกับคุณเอ๋ว่า สงสัยจะต้องเอารถเราไปส่งแล้วนะ รถพี่สตาร์ทไม่ติด คุณเอ๋บอกว่า ไปรถผมไม่ได้หรอกพี่ ผมจะต้องไปรับศพอีก 2 คน พี่เค้าก็บอกว่า ถ้างั้นไปรถเราก่อน แล้วพอรถอีกคันนึงของพี่มาค่อยเปลี่ยนถ่ายกันกลางทาง คุณเอ๋จึงตกลงตามนั้น พอย้ายศพป้ามารถของคุณเอ๋เสร็จ แต่พอคุณเอ๋สตาร์ทรถตัวเอง เชื่อไหมว่ารถของคุณเอกก็สตาร์ทไม่ติดเหมือนกัน พี่อีกคนเลยไปลองสตาร์ทรถของตัวเองดูอีกครั้ง ปรากฏว่ารถของเค้าดันสตาร์ติดซะงั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกทำอย่างไรก็ไม่ติด คุณเอ๋ก็เลยบอกกับพี่เค้าว่า รถพี่สตาร์ทติดแล้ว เดี๋ยวพี่เอาศพป้าไปนะ พี่เค้าก็ติดเครื่องรถรอไว้ แต่จังหวะที่เอาศพป้าขึ้นรถ และกำลังจะออกตัว ใส่เกียร์เหยียบคันเร่ง รถกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย

ตอนนั้นทุกคนรู้แล้วว่าเหตุการณ์มันไม่ปกติแล้ว ป้าเค้าคงไม่ยอมไปแน่ ๆ สักพักพี่เค้าก็พูดขึ้นมาว่า มันเป็นอะไรของมันวะ รถกูก็ดีๆนะ รถกูก็รถใหม่ไม่ใช่รถเก่า แล้วคุณเอ๋ก็พูดว่า หรือว่าป้าแกไม่อยากไปวะพี่ พี่เขาก็พูดว่า มึงจะบ้าหรอ คนตายแล้วจะไปเอาอะไรมากมาย พอสิ้นคำพูดเท่านั้นแหละ ทั้งฝนทั้งพายุก็กระหน่ำมาแบบไม่มีเหตุผลเลย จนทุกคนต้องทิ้งรถแล้ววิ่งเข้าไปหลบในโรงพยาบาล
คุณเอ๋ก็พูดกับพี่เค้าว่า หรือว่าป้าแกจะอยากไปรับลุงกับน้องด้วยวะพี่ คุณเอ๋ก็เลยตัดสินใจยกมือไหว้แล้วพูดกับป้าว่า ป้าถ้าป้าจะไปกับพวกผมนะ ก็ได้ครับ แต่ว่ามันมีเวลาน้อย แล้วเราไปในเขตพื้นที่เค้า หนทางมันค่อนข้างไกลและอันตราย ป้าจะไปด้วยก็ได้ แต่ป้าอย่าทำแบบนี้ มันไม่ได้เป็นผลดีกับเราทั้งคู่เลย ถ้าป้าจะไปเดี๋ยวผมจะพาไป แต่รถผมต้องใช้งานได้ปกตินะป้า ไม่งั้นป้าก็ไม่ไป และผมก็จะทิ้งป่าไว้ที่นี่แหละ พอพูดจบเท่านั้นแหละ ฝนฟ้าที่กระหน่ำลงมาก่อนหน้านี้ก็หยุดทันที แล้วคุณเอ๋ก็ลองไปสตาร์ทรถของตัวเองดูอีกที ปรากฏว่าสตาร์ทติด แล้วก็ขับได้ปกติ ส่วนรถของพี่อีกคัน ก็ขับได้ปกติเหมือนกัน ทั้งหมดก็เลยตกลงกันว่า จะขับขึ้นไปพร้อมกันทั้ง 2 คัน

ระหว่างทางก็วิ่งไปเรื่อยๆ สถานที่ปลายทางที่จะไปรับศพของลุงกับน้องก็คือทองผาภูมิ เขตของสมาคมกู้ภัยอีกเขตหนึ่ง กว่าจะมาถึงก็ปาเข้าไปประมาณ 3 ทุ่ม ไปถึงคุณเอ๋ก็เข้าไปติดต่อโรงพยาบาลว่ามีศพผู้เสียชีวิตคนนี้ คนนี้ไหม เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็บอกว่ามี ๆ แต่เจ้าของเรื่องที่เป็นร้อยเวร เค้ากลับบ้านไปแล้ว การที่จะนำศพออกไปได้ จะต้องมีลายเซ็นของร้อยเวรเจ้าของคดีเท่านั้น ถ้าไม่มีลายเซ็นของร้อยเวร คงจะให้นำเอาศพของผู้เสียชีวิตไปไม่ได้ เพราะมันผิดกฎหมาย

พวกคุณเอ๋ก็นั่งเครียดกันอยู่พักนึง เลยขออนุญาตเข้าไปดูศพก่อนว่าใช่หรือเปล่า ศพเป็นคุณลุงอายุประมาณ 45 ปีและเด็กสาวอายุประมาณ 14 ถึง 15 ปี สภาพศพยังไม่ได้มีการตกแต่งใด ๆ พอดูเสร็จแล้วก็พากันลงไปนั่งที่ล็อบบี้ และคิดกันว่าจะเอายังไงต่อดี แล้วคุณเอ๋ก็พูดขึ้นมาว่า ถ้าลุงกับป้าเขาอยากกลับบ้าน เดี๋ยวเขาก็ช่วยพวกเราเองแหละ พอสิ้นสุดคำพูดเท่านั้นแหละ
อยู่ๆก็มีร้อยเวรเจ้าของคดีใส่ชุดลำลอง ขับรถมาที่โรงพยาบาล ร้อยเวรเล่าให้ฟังว่ามีป้าไปตะโกนเรียกหน้าบ้าน บอกว่ามีญาติมารับศพที่โรงพยาบาล ให้ไปเซ็นนำศพออกให้หน่อย เค้าเอาศพออกไม่ได้ ร้อยเวรก็ถามกลับไปว่า แล้วตอนนี้ญาติเขาอยู่ไหน ป้าเค้าบอกว่า ตอนนี้รออยู่ที่โรงพยาบาล รีบไปหน่อย เขาจะรีบนับศพกลับบ้านกัน มันไกล ร้อยเวรก็บอกว่า อ่า ๆ งั้นป้ารอผมแป๊บนึงแล้วกัน แล้วป้ามายังไง แต่ป้าก็ไม่ตอบอะไร พอร้อยเวรเข้าไปแต่งตัวแป๊ปนึง ออกมาอีกทีป้าก็หายไปแล้ว ซึ่งตอนนั้นก็ดึกและมืดมากแล้ว และป้ายืนพูดอยู่นอกบ้าน สวนตำรวจนั้นยืนบนชั้นสองของบ้าน เลยเห็นป้าลาง ๆ เลยคิดว่าป้าคงจะซ้อนมอไซค์ไปก่อนแล้ว ร้อยเวรเลยรีบตามมาที่โรงพยาบาล

พอมาถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็บอกกับร้อยเวรว่า สวัสดีครับคุณตำรวจ พอดีกู้ภัยเขาจะมารับศพ คุณตำรวจก็พูดสวนกลับไปว่า อ่อ ผมรู้แล้ว เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบอกว่า อ้าวแล้วพี่รู้ได้ไง ร้อยเวรบอกว่า เอ้าก็มีป้าคนนึงไปตาม เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบอกว่า ป้าที่ไหน ยังไม่มีใครไปตามร้อยเวรเลย คุณเอ๋เลยถามว่าแล้วลักษณะป้าเป็นอย่างไร ร้อยเวรก็เล่าให้ฟัง สูงเท่านี้ ใส่ชุดนี้ อายุเท่านี้ เท่านั้นแหละ คุณเอ๋ถึงกับต้องหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วพูดว่า “กูว่าใช่ล่ะ” แล้วก็จูงมือร้อยเวรไปดูศพป้าที่ท้ายรถ “ คนนี้ใช่ไหมครับ” ตอนนั้นเมื่อร้อยเวรเห็นศพป้า ถึงกับหน้าถอดซีด หดเหลือ 2 นิ้วเลยทีเดียว ร้อยเวรบอกว่า ผมไม่แน่ใจนะ คุณเอ๋เลยแกะผ้าหอศพให้ร้อยเวรดู ร้อยเวรนี่เหงือเริ่มไหล ได้แต่ยื่นอึ่ง แล้วก็พูดขึ้นว่า ไหนล่ะอกสาร รีบ ๆ เซ็นๆแล้วจะได้รีบไป ผมจะได้กลับบ้านไปนอน

พอเซ็นเสร็จก็นำศพขึ้นรถ ปกติแล้วเขาถือว่าห้ามนำศพคู่ขึ้นรถ แต่ด้วยความที่ว่ารถมันมี 2 คัน และมีศพอยู่ 3 ศพ ยังไงก็ต้องมีคันหนึ่งนำศพไป 2 ศพ คุณเอ๋เลยเลือกให้ลุงกับป้าอยู่ด้วยกัน และนำไปขึ้นรถพี่ แล้วก็นำน้องสาวขึ้นรถคุณเอ๋ แล้วก็ขับรถมุ่งหน้ากลับสู่บ้านเกิดของป้า

พอไปถึงเวลาตอนนั้นก็ประมาณตี 3 ตี 4 ได้ คุณเอ๋รู้สึกว่าหลงทางละ 2 ข้างทางมีแต่ต้นมะพร้าวสูงเต็มไปหมด หาทางไปวัดไม่เจอ ขับไปสักพักแสงไฟของรถก็ส่องไปเห็นคนเดินอยู่ข้างทาง เขาชี้บอกทางให้ไปทางนี้ ทางนั้น คุณเอ๋ก็ขับไปตามทางที่เค้าบอก จนมาถึงวัด เห็นญาตินั่งตั้งวงกินเหล้ารอกันอยู่ 3 ถึง 4 คน ทางญาติก็จัดแจงให้พวกคุณเอ๋นำศพไปวางไว้ที่ที่เตรียมไว้ พอวางศพเสร็จแล้วพวกคุณเอ๋ก็จะขอตัวลากลับก่อน

แต่ญาติของผู้ตายก็บอกว่าอย่าเพิ่งกลับ คุณเอ๋จึงบอกว่า ผมนำมาส่งเสร็จแล้ว ผมจะกลับแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวกินปลาเลย ญาติของผู้ตายเลยบอกว่า เดี๋ยวหาข้าวหาปลาให้กิน แต่ช่วยอะไรอย่างหนึ่งก่อน ช่วยแต่งศพให้หน่อย คุณเอ๋จึงอุทานขึ้นด้วยความอ่อนแรงว่า โอ่ยพี่ให้ผมแต่งศพเนี่ยนะ ผมมีหน้าที่เก็บศพพี่ ไม่ได้มีหน้าที่แต่งศพ ญาติของตายก็พยายามอ้อนวอนให้คุณเอ๋แต่งศพให้ได้ “ช่วยหน่อยนะพ่อหนุ่ม ที่นี่ไม่มีใครทำเป็นเลย คุณเอ๋เลยต้องจำใจยอมช่วยญาติเค้าแต่งศพ

เพื่อนคุณเอ๋กับพี่ก็ออกไปนั่งกินเหล้ากับญาติ ๆ ผู้ตายอยู่ข้างนอกปล่อยให่คุณเอ๋ทำอยู่คนเดียว ทางญาติก็ตักน้ำใส่กระแป๋ง เตรียมลิปสติก เตรียมชุด และอุปกรณ์ต่าง ๆ มาให้ ด้วยความที่ไม่เคยทำ เลยเริ่มตั้งแต่อาบน้ำศพ อาบน้ำเสร็จก็ใช้ผ้าก๊อซพันแผลที่มันฉีกขาด ทำตามมีตามเกิด พอเสร็จเรียนร้อยแล้ว ก็เปลี่ยนชุดให้ศพ เปลี่ยนให้ของลุงเสร็จ ของน้องเสร็จ แต่พอมาถึงของป้า ปรากฏว่าชุดที่เตรียมมาให้มันเป็นชุดไทย เป็นกระโปรงและเสื้อผ้าไหมที่ตัดเข้ารูปพอดีคนมาแล้ว คุณเอ๋พยายามใส่กระโปรงก่อน แต่ใส่ไม่ได้ เพราะตัวป้าแกใหญ่เกินไป ใส่เสื้อ เสื้อก็เล็กไป ที่นี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นั่งปาดเหงื่ออยู่คนเดียว เพื่อนแม่งก็นั่งกินหล้า ไม่คิดจะช่วยกูเลย

สักพักคุณเอ๋ก็ไปหยิบธูปมาจุด แล้วพูดกับป้าว่า ป้า ผมพาป้ามาส่งที่บ้านแล้วนะ แล้วตอนนี้ผมก็กำลังแต่งศพให้ป้าอยู่ ตั้งแต่เช้าผมยังไม่ได้กินข้าวเลย ป้าช่วยให้ความร่วมมือกับผมหน่อยนะ ป้าผมหิวข้าวววววว! แล้วคุณเอ๋ก็ลองใส่เสื้อผ้าให้ป้าใหม่ คราวนี้ใส่ง่ายขึ้นมาทันทีเลย
พอเสร็จหมดเรียบร้อยแล้ว คุณเอ๋ก็ออกไปบอกญาติ ๆ และขอตัวลากลับกลับกัน ก่อนกลับคุณเอ๋ก็พูดกับป้าขำ ๆ ว่า ป้า…ถ้าใจดีคืนนี้ก็ไปให้ 3 ตัวตรงไหนนะ ผมจะได้ถูกหวยไปซื้อรถกู้ภัยคันใหม่กับเค้าบ้าง

จนกลับมาถึงบ้าน คุณเอ๋ก็อาบน้ำอาบท่าขึ้นไปนอนตามปกติ ขณะที่คุณเอกกำลังนอนอยู่ในมุ้งกำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น อยู่ๆสายตาก็เหลือบก็เห็นคนเดินมาที่ปลายมุ้ง แล้วเปิดมุ้งขึ้น เป็นน้องคนที่เสียชีวิต คุณเอ๋ก็ตกใจ และถามน้องเค้าว่า อ้าวน้องมาได้ไง น้องเค้าพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า อ้าวก็พี่เรียกหนูมาไม่ใช่หรอ ด้วยความกลัวคุณเอ๋ก็หลับตาปี๋แล้วพูดไปว่า พี่จะทำบุญไปให้นะ ตอนเช้าพี่จะตักบาตรไปให้นะ พอลืมตาขึ้นมาอีกที น้องเค้าก็หายไป
พอตื่นเช้ามาคุณเอ๋ก็รีบไปทำบุญตักบาตรให้น้องเขา แล้วก็เดินทางไปที่ศูนย์กู้ภัย พอขึ้นไปดูที่กระบะหลังรถ ก็ไปเจอเศษเสื้อของน้องเค้าหนึ่งชิ้นตกอยู่ …
และคุณเอ๋ก็มาทราบที่หลังว่า 3 คนนี้ ลุงเป็นพ่อเลี้ยง ส่วนน้องสาวก็คือลูกของป้า วันนั้นน้องสาวคนเล็กนั้นเรียนอยู่ กทม พอกลับมาบ้าน เค้าก็อยากจะมาเที่ยวน้ำตกที่กาญจนบุรี ก็เลยชวน พ่อ แม่ พี่สาวและพี่เขยมาเที่ยว แม่เขาก็บอกว่า แม่ติดธุระไปเที่ยวด้วยไม่ได้หรอก น้องสาวบอกว่า เนี่ยครั้งสุดท้ายแล้วนะ พาหนูไปเที่ยวหน่อยไม่ได้หรอ เราจะไม่ได้มาเที่ยวกันอีกแล้วนะ พอญาติได้ยินก็เลยบอกว่า เดี๋ยวตบปากฉีกเลย แล้วแม่น้องเค้าก็ยอมมาเที่ยวด้วย และวันที่เกิดอุบัติเหตุ ลุงป้าและน้องสาว ทั้ง 3 คนนั่งอยู่ด้านหน้ารถ ส่วนพี่สาวและพี่เขยนั่งอยู่หลังกระบะ แต่ความตายเอาไปแค่ 3 คนหน้าเท่านั้น
และนี้ก็คือเหตุการณ์นี้คุณเอ๋จำฝั่งใจจนถึงทุกวันนี้.. และสรุปแล้วหวยก็ไปออกที่ทะเบียนรถคันที่รับศพน้องเค้าไป แต่คุณเอ๋ดันไปซื้ออายุน้องเค้า

แสดงความคิดเห็น

Load More By Secret Code
Load More In The Shock